About us

สถาบันการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สจรส.ม..อ.)

Health Systems Management Institute

ชั้น 10 อาคาร 1 ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ (อาคาร LRC)
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110

โทรศัพท์ 074-282900-2 , 081-5415227 โทรสาร 074-282901

พิกัด GPS ( 7.006433, 100.498991 )

>>แผนที่<<




โครงการพัฒนาข้อเสนอและการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประเทศไทย

ที่มา

การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอมีสำคัญอย่างยิ่งทั้งในมิติของการป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะการมีพัฒนาการที่ดีตลอดช่วงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอและเหมาะสมตั้งแต่วัยเด็กนั้น จะสร้างความแข็งแรงของหัวใจ กล้ามเนื้อและกระดูก พัฒนาการเคลื่อนไหว สร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง เสริมทักษะการเข้าสังคม พัฒนาสมอง การคิดวิเคราะห์ และพัฒนาภาวะทางอารมณ์ องค์การอนามัยโลกเน้นย้ำว่าการมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง (Active Living) เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจที่ดี โดยแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางขึ้นไปอย่างน้อย๓๐นาที อย่างน้อย ๕วันต่อสัปดาห์ และเด็กๆ ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางขึ้นไปอย่างน้อย ๖๐นาทีต่อวัน

ผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศของประเทศไทยโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สสส. และกระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยมีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ดังนี้

  • ปี ๒๕๕๕ ร้อยละ ๖๖.๓ ของประชากรทั้งประเทศ
  • ปี ๒๕๕๖ ร้อยละ ๖๘.๑
  • ปี ๒๕๕๗ ร้อยละ ๖๘.๓
  • ปี ๒๕๕๘ ร้อยละ ๗๑.๗

ซึ่งเป็นการเพิ่มอัตราการมีกิจกรรมทางกายประมาณร้อยละ ๖ ตลอดระยะเวลา ๔ ปีที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาตามกลุ่มช่วงวัย พบว่า เฉพาะกลุ่มเด็กที่มีอัตราการมีกิจกรรมทางกายลดลง ขณะที่กลุ่มอื่นมีอัตราการมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น ดังนี้

กลุ่มช่วงวัยปี ๒๕๕๗ปี ๒๕๕๘
กลุ่มวัยเด็ก๖๗.๖๖๔.๘
กลุ่มวัยรุ่น๖๖.๔๖๖.๖
กลุ่มวัยทำงาน๗๐.๔๗๕.๘
กลุ่มผู้สูงอายุ๖๗.๗๖๘.๕

นอกจากนี้ยังพบว่า ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอมากกว่าประชากรเขตเมืองอยู่เล็กน้อย (ร้อยละ ๗๒.๖และ ๗๑.๐ ตามลำดับ) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ในปัจจุบันปัจจัยเรื่องเขตเมืองและชนบท มิได้ก่อให้เกิดความแตกต่างด้านการมีกิจกรรมทางกายมากนัก

สำหรับอุปสรรคของการมีกิจกรรมทางกายของคนไทยนั้น สาเหตุสำคัญเป็นผลมาจากการมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) ที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจากการสำรวจในปี ๒๕๕๕ พบว่า คนไทยมีพฤติกรรมเนือยนิ่งต่อวันถึง ๑๓.๒๕ ชั่วโมง เพิ่มขึ้นเป็น ๑๓.๔๒ ในปี ๒๕๕๗ และเพิ่มขึ้นเป็น ๑๓.๕๔ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ โดยพฤติกรรมเนือยนิ่ง ๔ อันดับแรกของคนไทยที่ทำติดต่อกันนานกว่า 1 ชั่วโมงต่อครั้ง คือ นั่ง/นอนดูโทรทัศน์ (ร้อยละ ๕๐.๐) นั่งคุย/นั่งประชุม (ร้อยละ๒๘.๔) นั่งทำงาน/นั่งเรียน (ร้อยละ ๒๗.๐) และนั่งเล่นเกม โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ (ร้อยละ ๒๐.๑) เมื่อศึกษาในรายละเอียดพบว่า กลุ่มเด็กและกลุ่มวัยรุ่นมีพฤติกรรมอยู่หน้าจอ (Screen Time) อันได้แก่ การนั่งดูโทรทัศน์ ใช้คอมพิวเตอร์ เข้าร้านเกมส์ รวมถึงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาประเภทต่างๆ มากกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยเฉลี่ยแล้วใช้เวลาอยู่หน้าจอนานกว่า๑ชั่วโมงต่อวันและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสัดส่วนผู้ที่มีภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง คือจากร้อยละ ๒๘.๗ ในปี ๒๕๔๗ เป็นร้อยละ ๓๔.๗ ในปี ๒๕๕๗ สำหรับภาวะอ้วน นอกจากนี้ฐานข้อมูลโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ พบว่า เด็กไทยอายุ ๕-๑๔ ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนที่ร้อยละ ๑๒.๕๐

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า นอกจากการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันแล้วยังจะต้องดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและพื้นที่เพื่อกิจกรรมดังกล่าวเพื่อให้ผู้คนได้มีกิจกรรมทางกายเป็นวิถีชีวิต ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายจึงนับว่าสำคัญยิ่ง จนทำให้เกิดเป็นแนวทางจากองค์การอนามัยโลกภายใต้ชื่อว่า เมืองน่าอยู่คือเมืองที่กระฉับกระเฉง (Healthy City is an Active City) ซึ่งเป็นการสร้างสุขภาพที่ดีด้วยนโยบายเพื่อการยกระดับการมีกิจกรรมทางกาย การพัฒนาพื้นที่กายภาพ รวมไปถึงระบบการขนส่งที่เกื้อหนุนการเคลื่อนไหวร่างกาย (Active Transport) อาทิ การเดิน การขี่จักรยาน และการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้เกิดการประหยัดงบประมาณด้านบริการสุขภาพของเมืองแล้ว ยังส่งผลให้เกิด พื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียวที่น่าดึงดูดมากขึ้น สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ลดความแปลกแยกทางสังคม เกิดเป็นชุมชนเข้มแข็ง และการขยายตัวของเครือข่ายชุมชน

ที่ผ่านมาแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพมีบทบาทในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมกิจกรรมทางกายทั้งในระดับชาติ และระดับสากล ในระดับชาติได้ร่วมพัฒนายุทธศาสตร์กิจกรรมทางกายแห่งชาติ ครั้งที่ ๑ (พ.ศ.๒๕๕๙ – ๒๕๖๓) ด้วยการร่วมมือกับ องค์กรภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรชุมชน อาทิ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาปนิกผังเมือง และชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นกลไกผลักดันพื้นที่สุขภาวะในระดับนโยบายสาธารณะ นำสู่การปฏิบัติ และขยายผล โดยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในระดับสากล สสส.ได้ร่วมลงนามในกฎบัตรโตรอนโต ในปี พ.ศ.๒๕๕๓ และได้รับเลือกจาก International Society for Physical Activity and Public Health (ISPAH) ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติด้านการมีกิจกรรมทางกายในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ (ISPAH 2016) โดยจะใช้โอกาสจากการประชุม ISPAH 2016 ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านกิจกรรมทางกายในระดับภูมิภาคและระดับโลก สู่การประกาศเป็น Bangkok Declaration on Physical Activity และนำข้อเสนอดังกล่าวยกระดับสู่เวทีสมัชชาสุขภาพระดับโลกครั้งที่ ๗๐ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๐ (World Health Assembly) และผลักดันร่างวาระดังกล่าว เพื่อยกระดับความสำคัญของกิจกรรมทางกายให้เป็นวาระหลักในระดับองค์การอนามัยโลกต่อไป

เพื่อทำให้การดำเนินงานดังกล่าวข้างต้นบรรลุเป้าหมาย แผนส่งเสริมกิจกรรมทางกายจึงได้ร่วมมือกับสถาบันการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกันจัดทำโครงการพัฒนาข้อเสนอและการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์และกรอบการดำเนินงานดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์และกรอบการดำเนินงาน

  1. พัฒนาข้อเสนอและการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประเทศไทย
  2. พัฒนาศักยภาพของโครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจากแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ให้สอดคล้องกับข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประเทศไทย ดังนี้
    • โครงการที่เกี่ยวข้องกับส่งเสริมกิจกรรมทางกายตลอดช่วงวัย (Life – Course Approach) ครอบคลุมกลุ่มเด็กปฐมวัย (แรกเกิด - ๕ ปี) วัยเด็ก (๖ – ๑๔ ปี) วัยรุ่น (๑๕ - ๒๔ ปี) วัยทำงาน (๒๕ - ๕๙ ปี) และวัยสูงอายุ (๖๐ ปี ขึ้นไป) ทั้งในด้าน - พัฒนางานวิจัย องค์ความรู้ นวัตกรรม เครื่องมือวัดผล รณรงค์สื่อสาร และการผลักดันนโยบาย
    • โครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดพฤติกรรมเนือยนิ่งในทุกกลุ่มวัยด้วยการสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนไหวระหว่างวัน ในรูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มวัย และอาชีพ
    • โครงการผลักดันให้เกิดต้นแบบพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย
    • โครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้จักรยานเพื่อสุขภาวะ
    • โครงการที่เกี่ยวข้องกับการวิ่งเพื่อสุขภาวะ
  3. วางระบบการติดตามประเมินผลโครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจากแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

วิธีการดำเนินงาน

1. พัฒนาข้อเสนอและการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประเทศไทย

การดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะคือ

1.1 ระยะต้นน้ำ เป็นระยะของการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายใช้การทำงานด้านวิชาการในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อเสนอนโยบายในระยะนี้มีขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้

  1. การจัดทีมทำงานที่เป็นพหุภาคี หมายถึง คณะทำงานที่ประกอบด้วยภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาครัฐ และภาคการเมือง ที่เป็นผู้ที่มีบทบาทในงานส่งเสริมกิจกรรมทางกายทีมทำงานชุดนี้ถือเป็นกลไกหรือตัวจักรสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
  2. การจัดทำ Mapping ข้อมูลสถานการณ์ เพื่อการวิเคราะห์สถานการณ์ของงานส่งเสริมกิจกรรมทางกายในประเทศไทย และในระดับสากล เพื่อให้เห็นสถานการณ์ของปัญหา ปัจจัยที่มีอิทธิพลและเป็นสาเหตุของปัญหา รวมถึงการวิเคราะห์ให้เห็นทุนต่างๆที่จะสามารถนำมาใช้เป็นปัจจัยนำเข้า ในการดำเนินการเพื่อการอธิบายหลักการ แนวคิด สาเหตุของปัญหา ปัจจัยสู่ความสำเร็จและ ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน
  3. การจัดทีมทำงานแต่ละประเด็น เพื่อการวิเคราะห์สาเหตุ ปัจจัย แนวทางการจัดการ และทำร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย (ร่าง 1 ) ในแต่ละประเด็นได้แก่

    • การส่งเสริมกิจกรรมทางกายตลอดช่วงวัย
    • การลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง
    • การผลักดันให้เกิดต้นแบบพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย
    • การใช้จักรยานเพื่อสุขภาวะ
    • การวิ่งเพื่อสุขภาวะ
      โดยร่างข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการแก้ปัญหา (ร่าง 1) จะมีเนื้อหาหลักดังต่อไปนี้
    • สถานการณ์ของงานส่งเสริมกิจกรรมทางกายของแต่ละประเด็น
    • หลักการ แนวทางและวิธีการจัดการที่ควรจะเป็นโดยหลักการวิชาการ
    • สถานการณ์การจัดการปัญหาที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน และปัญหาอุปสรรคในการจัดการในพื้นที่
    • หน่วยงาน องค์กร เครือข่าย (Stakeholder Analysis)
    • ทิศทางและความต้องการหรืออาจเรียกว่าจุดหมาย เป้าประสงค์
    • ข้อเสนอเพื่อการแก้ปัญหาหรือการพัฒนา ซึ่งควรจะต้องระบุให้ชัดว่า ใคร หน่วยงานใด ต้องทำอะไร ทำอย่างไร และจะมีวิธีการผลักดัน ติดตาม ประเมินผลอย่างไร
  4. การพิจารณาร่างข้อเสนอ (ร่าง 1 ) โดยภาคีที่เกี่ยวข้องเมื่อคณะทำงานประเด็นได้ยกร่างข้อเสนอ(ร่าง 1)เรียบร้อยแล้ว ให้ส่งร่างดังกล่าวไปให้ กลุ่ม องค์กร หน่วยงานต่างๆพิจารณา เพื่อให้ข้อความเห็นและข้อเสนอแนะ หรืออาจจะใช้วิธีการจัดการพูดคุยกันในแต่ละกลุ่มที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อความเห็นกลับมาที่คณะทำงานประเด็นอีกครั้ง

  5. ทีมทำงานประเด็น นำความเห็นของร่างที่ 1 กลับมาทบทวน/ปรับปรุงเป็นร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย (ร่าง 2)ส่งให้ภาคีที่เกี่ยวข้องพิจารณาอีกครั้งทั้งนี้เพื่อให้แต่ละกลุ่ม องค์กร หน่วยงาน เตรียมข้อความเห็น ข้อแนะนำ เพื่อให้ตัวแทนนำเข้าสู่การประชุมใหญ่เพื่อการพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบาย

1.2 ระยะกลางน้ำ เป็นระยะของการพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบายเป็นระยะที่ต้องการความสมานฉันท์ของทุกภาคส่วนในการทำความตกลงในทิศทางและแนวทาง รวมถึงมาตรการในการขับเคลื่อนข้อตกลงร่วมกันการดำเนินงานในระยะนี้ จะมีขั้นตอนดังนี้

  1. มีการกำหนดตัวแทนภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าร่วมประชุม โดยจะมีองค์ประกอบเป็นพหุภาคีครบทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ชุมชน ประชาสังคม วิชาการ
  2. ให้คณะทำงานประเด็น นำเสนอร่างข้อเสนอ (ร่าง 2)ในที่ประชุม
  3. การลงมติให้เป็นการใช้ฉันทามติต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย และให้มีการสรุปว่าใคร ควรจะต้องทำอะไร อย่างไรต่อไป

1.3 ระยะปลายน้ำ เป็นระยะของการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติ การติดตามและการประเมินผลซึ่งเป็นระยะที่สำคัญในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจนเกิดการทบทวนนโยบายต่อไปการดำเนินงานในระยะนี้ จะมีขั้นตอนดังนี้

  1. การจัดตั้งคณะทำงาน ผลักดัน ติดตาม การขับเคลื่อนมติแต่ละประเด็น คณะทำงานชุดนี้มีความสำคัญมาก จะต้องวางแผน วางยุทธศาสตร์และคิดวิธีการสำคัญในการนำมติไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ
  2. การแจ้งมติไปยังกลุ่ม องค์กร หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมติ โดยหนังสือ ขณะเดียวกันอาจจะต้องไปทำความเข้าใจกับกลุ่ม องค์กร หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมติ ให้มีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนมติดังกล่าว อันนำไปสู่การทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ การจัดทำแผน การจัดทำโครงการ ของกลุ่ม องค์กร หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมตินั้นๆ
  3. แผนส่งเสริมกิจกรรมทางกายจะใช้มติดังกล่าวเป็นกรอบในการพิจารณาสนับสนุนโครงการของภาคี เครือข่ายต่างๆ
  4. คณะทำงาน ผลักดัน ติดตาม การขับเคลื่อนมติ ควรจะต้องมีแผนการติดตามการปฏิบัติตามมติต่างๆ และทำรายงานให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรับทราบเป็นระยะ
  5. นอกจากนี้ควรมีการประเมินผลกระทบจากการปฏิบัติตามมติ ทั้งนี้เพื่อนำไปปรับปรุง ทบทวนการดำเนินงานต่อไป

2. พัฒนาศักยภาพของโครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจากแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ให้สอดคล้องกับข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประเทศไทยโดยกำหนดประเภทของโครงการดังนี้

  • โครงการที่เกี่ยวข้องกับส่งเสริมกิจกรรมทางกายตลอดช่วงวัย (Life – Course Approach) ครอบคลุมกลุ่มเด็กปฐมวัย (แรกเกิด - ๕ ปี) วัยเด็ก (๖ – ๑๔ ปี) วัยรุ่น (๑๕ - ๒๔ ปี) วัยทำงาน (๒๕ - ๕๙ ปี) และวัยสูงอายุ (๖๐ ปี ขึ้นไป) ทั้งในด้านพัฒนางานวิจัย องค์ความรู้ นวัตกรรม เครื่องมือวัดผล รณรงค์สื่อสาร และการผลักดันนโยบาย
  • โครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดพฤติกรรมเนือยนิ่งในทุกกลุ่มวัยด้วยการสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนไหวระหว่างวัน ในรูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มวัย และอาชีพ
  • โครงการผลักดันให้เกิดต้นแบบพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย
  • โครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้จักรยานเพื่อสุขภาวะ
  • โครงการที่เกี่ยวข้องกับการวิ่งเพื่อสุขภาวะ

โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้

  1. จัดทำกรอบในการพิจารณาสนับสนุนโครงการของภาคี เครือข่ายต่างๆ ตามประเภทโครงการดังกล่าวข้างต้น
  2. การพัฒนาระบบการพัฒนาและติดตามประเมินผลโครงการOnline ผ่านทางWebsite เป็นการออกแบบระบบ การเขียนโปรแกรม การทดสอบโปรแกรม การจัดทำคู่มือและหลักสูตรการฝึกอบรม โดยเป็นระบบที่จัดทำเพื่อ
    • หนุนเสริม ติดตาม ประเมินผล และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการ ( paper-less system)
    • เพื่อพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของคน
    • เพื่อเป็นฐานข้อมูล เป็นคลังข้อมูล
    • เพื่อเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
    • เพื่อความเป็นธรรมาภิบาล
  3. การสร้างทีมพี่เลี้ยง เพื่อการหนุนเสริมผู้เสนอโครงการทั้งในขั้นตอนการพัฒนาโครงการและการติดตามประเมินผล ประกอบด้วย
    • การคัดเลือกพี่เลี้ยง
    • การพัฒนาศักยภาพพี่เลี้ยงทั้งการพัฒนาโครงการและการติดตามประเมินผล
    • การฝึกปฏิบัติการระบบการพัฒนาโครงการOnline ผ่านทางWebsite
  4. การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาข้อเสนอโครงการ สำหรับผู้เสนอโครงการ เพื่อจัดทำกรอบแนวคิดของโครงการให้มีความชัดเจน รวมทั้งแนะนำและฝึกปฏิบัติการใช้งานเว็บไซต์เพื่อการพัฒนาโครงการ
  5. การปรับปรุงข้อเสนอโครงการ โดยผู้เสนอโครงการร่วมกับพี่เลี้ยง ผ่านทางWebsite
  6. การพิจารณาโครงการโดยผู้ทรงคุณวุฒิของแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย

3. การติดตามประเมินผลโครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจากแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้

  1. ปฐมนิเทศผู้รับทุนโครงการ เพื่อเรียนรู้การบริหารจัดการโครงการ ระบบการเงิน ระบบรายงานผลการดำเนินงาน ตลอดจนทบทวน/วิเคราะห์โครงการ ตัวชี้วัดโครงการ และวางแผนการทำงานร่วมกับผู้ติดตาม และกระบวนการติดตามสนับสนุนโครงการการรายงานผลติดตาม รวมถึงการประเมินผลโครงการด้วยตนเองของผู้รับทุนโครงการ
  2. การติดตามสนับสนุนการดำเนินงานของผู้รับทุนในพื้นที่ พี่เลี้ยง/ผู้ติดตามสนับสนุน ลงพื้นที่ติดตามสนับสนุนผู้รับทุนโครงการ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อโครงการ ขึ้นกับระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการ หรือ ตามงวดเงิน/งวดงาน โดยครั้งที่๑ จะเป็นการวางแผนรายละเอียดการทำงาน ครั้งที่๒ เป็นการติดตามเพื่อปิดงวดงานและทบทวนแผนการทำงาน ครั้งที่๓ เป็นการสังเคราะห์ผลการดำเนินงานโครงการและสรุปปิดโครงการ
  3. การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการสรุปภาพรวมชุดความรู้และนวัตกรรม และสกัดบทเรียน model การสร้างเสริมสุขภาพจากโครงการและกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายในโครงการ/คุณค่าโครงการ
  4. จัดทำเอกสาร ชุดการสังเคราะห์ความรู้และประสบการณ์การขับเคลื่อนงานส่งเสริมกิจกรรมทางกาย

ผลลัพท์

  1. ข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประเทศไทย
  2. Road Map การขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประเทศไทย
  3. กรอบในการพิจารณาสนับสนุนโครงการของแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
    • โครงการที่เกี่ยวข้องกับส่งเสริมกิจกรรมทางกายตลอดช่วงวัย (Life – Course Approach) ครอบคลุมกลุ่มเด็กปฐมวัย (แรกเกิด - ๕ ปี) วัยเด็ก (๖ – ๑๔ ปี) วัยรุ่น (๑๕ - ๒๔ ปี) วัยทำงาน (๒๕ - ๕๙ ปี) และวัยสูงอายุ (๖๐ ปี ขึ้นไป) ทั้งในด้านพัฒนางานวิจัย องค์ความรู้ นวัตกรรม เครื่องมือวัดผล รณรงค์สื่อสาร และการผลักดันนโยบาย
    • โครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดพฤติกรรมเนือยนิ่งในทุกกลุ่มวัยด้วยการสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนไหวระหว่างวัน ในรูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มวัย และอาชีพ
    • โครงการผลักดันให้เกิดต้นแบบพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย
    • โครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้จักรยานเพื่อสุขภาวะ
    • โครงการที่เกี่ยวข้องกับการวิ่งเพื่อสุขภาวะ
  4. ข้อเสนอโครงการ ๑๐๐ โครงการที่ผ่านการสนับสนุนจากแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
  5. เอกสาร ชุดการสังเคราะห์ความรู้และประสบการณ์การขับเคลื่อนงานส่งเสริมกิจกรรมทางกาย